มันใช่เลย!! 8 ความไม่เหมือนระหว่างการใช้ชีวิตในสถานศึกษา VS มหาวิทยาลัย

การใช้ชีวิตยุคมัธยมนั้นแตกต่างกันกับตอนที่อยู่มหาวิทยาลัยอย่างมาก ทั้งในเรื่องของ เพื่อน การศึกษาเล่าเรียน การใช้ชีวิต ทางฝั่งของมหาวิทยาลัยจะให้อิสระมากยิ่งกว่า ตอนนอยู่มัธยมคิดออกว่ามีกฎระเบียบออกจะเยอะแยะ แม้กระนั้นเพียงพอมาเปรียบเทียบกันแล้วน่าอัศจรรย์ที่ว่า ตอนอยู่มัธยมถึงแม้จะเคร่งกว่า แม้กระนั้นพวกเรากลับรู้สึกสนุกและก็สบายมากยิ่งกว่า การใช้ชีวิตในมหาวิทยาลัยนั้น ถึงแม้จะให้อิสระก็จริง แม้กระนั้นถ้าเกิดไม่ทราบมีความรับผิดชอบแล้วนั้น ขอบอกว่าชีวิตคงจะมีแม้กระนั้นพังกับพัง 1 เวลาไปโรงเรียนแบกหนังสือไหล่แทบหัก แต่พอเข้ามหาวิทยาลัยเดินตัวปลิวซะงั้น School1 2 โรงเรียนเด็กเรียนหนังสือเต็มห้อง พอเข้ามหาวิทยาลัยมีแอบโดด ห้องเรียนเลยดูโล่งๆ School23 ที่โรงเรียนมีเพื่อนมากมายอยู่กันเป็นฝูงๆ พออยู่มหาวิทยาลัยบางครั้งเลิกเรียนแต่ละคนก็แยกย้ายกันไป School3 4 ตอนอยู่โรงเรียนบ่นอยากเข้ามหาวิทยาลัยเร็วๆ พอได้เข้า กลับคิดถึงสมัยมัธยมซะงั้น School45 เมื่อก่อนอยู่โรงเรียนได้คะแนนโอเคแล้วกลับคิดว่าตัวเองไม่เก่ง พอเข้ามหาวิทยาลัยแค่พอผ่านก็ดีใจสุดฤทธิ์ละ School56 ตอนอยู่โรงเรียนมีสัมภาระที่ต้องขนไปเรียนมากมาย พอเข้ามหาวิทยาลัย ไปแค่ตัวกับปากกาแท่งเดียวก็ได้ School6 (1)7 อยู่โรงเรียนแต่งตัวต้องถูกกฎ รองเท้าอะไรต้องเป๊ะ อยู่มหาวิทยาลัยพวกแฟชั่นมาเต็มแต่ก็ต้องดูสุภาพนะ School7 8 เมื่อก่อนไปโรงเรียนต้องรีบตื่นเช้าเพราะต้องเข้าแถวเคารพธงชาติก่อนแปดโมง พอเข้ามหาวิทยาลัย แค่ตื่นไปเรียนวิชาที่ตัวเองลงเท่านั้น School8

เรือโป๊ะจ้ายแตก!! 10 ภาพสะท้อนสังคม ข้อเท็จจริงด้านลบ ..บอกเลยมันแย่สุดๆ

โลกสมัยนี้เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว เราเองก็ต้องเปลี่ยนตามโลก แต่โชคร้ายที่การเปลี่ยนแปลงบางอย่างก็ไม่ใช่เรื่องดี มีคนแสดงความกังวลต่อเรื่องนี้ผ่านทางงานศิลปะ มันจริงมาก!!

มนุษย์ติดโซเชียลแบบหิวกระหาย ขาดไม่ได้เหมือนพวกซอมบี้

photo1-15 (1)

คิดจะช่วยเหลือแต่ตัวเองแล้วทำลายภาพรวมไป

photo2-15

ทุกวันนี้ชีวิตเหมือนถูกวางโปรแกรมไว้แล้ว

photo3-15 (1)

ยิ่งเสพติดไลค์ อีโก้ เสพติดไลค์เหมือนสุนัขที่หิวอาหาร

photo4-15

สับสนวุ่นวายหลายสิ่งหลายอย่าง

photo5-15

ภาพลวงตาทั้งนั้น

photo6-14

ความสุขมันอยู่ที่หน้าจอหรืออยู่ที่การใช้เวลากับคนรักกันแน่

photo7-13

การอาบแดดก็เหมือนการถูกย่าง

photo8-12

มลพิษมากขึ้นทุกวัน

photo9-12

เสียเวลาไปกับการนอน(นอนกินบ้านกินเมือง) โดยเปล่าประโยชน์

photo16-8

 

 

คลอโรฟิลล์ ที่ช่วยในการบำบัดโรคได้

คลอโรฟิลล์ ถือว่า คืออาหารเสริมที่มักจะเห็นว่า มีผู้คนทั่วไปให้การตอบรับเป็นอย่างยิ่ง กับการดูแลสุขภาพของตัวเอง  ซึ่ง จะมีทั้งแบบน้ำ แบบผง หรือว่าจะเป็นแบบเม็ด ท่านเองก็สามารถเลือกรับประทานกันได้เลย  เป็นเหตุให้ในสมัยนี้ มักจะมีการทานกันอยู่บ่อย ๆ โดยจะฮิตแบบชงรับประทานเองกันมากกว่า โดยการผสมน้ำเปล่า เพียงแค่นี้ก็จะได้กินอาหารเสริมที่ดีต่อสุขภาพกันแล้ว โดยเฉพาะผู้ที่เป็นโรคภัยไข้เจ็บหลากหลาย ก็จะสามารถช่วยในการฟื้นฟูที่ต่างกัน หากใครต้องการจะรับประทานเพื่อบรรเทาโรคภัยไข้เจ็บ ก็จะสามารถปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ พร้อมกับการใช้ในรูปแบบของผลิตภัณฑ์ กับอาหารเสริมเพียงเท่านั้น แต่ในการเกาะติดผลได้จากการปรากฏจากผู้ที่ป่วย และเมื่อได้รับประทานคลอโรฟิลล์แบบบริสุทธิ์ ที่เป็นสมุนไพร เป็นเหตุให้ร่างกายจะกลับมาแข็งแรงใหม่

 

 

สำหรับคลอโรฟิลล์ จะช่วยเหลือในการบรรเทาผู้ที่ป่วยเป็นโรคเก๊าต์ ที่ท่านเองจะต้องมีการพิจารณาอาการปวดกันมากเพิ่มขึ้น ไม่ว่าจะเป็นอาการป่วยเป็นไข้ อยู่ราวๆ 2-3 วัน บางท่านคงจะปวดจนทนไม่ได้  โดยจะสามารถใช้วิธีการดื่มน้ำอุ่น ๆ ตามสามารถรับประทานยาแก้ปวดรวมด้วยก็ได้  แต่ด้วยการดื่มอาหารเสริมที่จะช่วยบำรุงร่างกายกับอาหารเสริมอย่างนี้ จะมีแนวทางเก็บรักษาคลอโรฟิลล์ให้มีความบริสุทธิ์ แบบง่าย ๆ คือ น่าจะเก็บไว้ในตู้เย็น สำหรับเป็นการถนอมอาหารแบบทั่วไป แต่ถ้าต้องการดื่ม แบบทำการผสมน้ำ ก็ต้องมีการผสมน้ำที่สะอาด พร้อมกับมีอุณหภูมิของห้องที่ดี แต่ข้อห้ามของการเก็บรักษา ก็คือ ห้ามให้ความร้อน หรือนำไปต้ม เพราะ จะทำให้คุณประโยชน์ หรือว่าสารอาหารนั้น หายที่มีคุณค่าจะสูญไปได้

 

ดังนั้นคลอโรฟิลล์ ถือว่ามีคุณค่าอย่างยิ่ง เมื่อได้มีการรับประทานกันอยู่บ่อย ๆ ก็จะสามารถช่วยให้ร่างกายแข็งแรง พร้อมกับช่วยเสริมสร้างร่างกายที่มีปัญหาได้ พร้อมกับนี่ก็ถือว่าเป็นอาหารเสริมอย่างหนึ่ง

reserve jeunesse อาหารเสริมที่มีคุณประโยชน์ต่อร่างกายและจิตใจ

reserve jeunesse คืออาหารเสริมประเภทหนึ่ง ที่คุณเองจะสามารถทำการทานกันได้ง่าย ๆ เลย ที่มีคุณลักษณะเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ที่มีสมรรถนะที่ยอดเยี่ยม เป็นตัวช่วยในการชำระล้างสารพิษ พร้อมทั้งช่วยชะลอความแก่ชราให้มีอายุยาวนานยิ่งขึ้น เป็นเหตุให้คุณสาว ๆ หลากหลายคนมักชอบกินอาหารเสริมในรูปแบบนี้ ที่สามารถตอบสนองความปรารถนา

 

 

เพราะผลิตภัณฑ์ reserve jeunesse เริ่มกลายที่รู้จักกันอย่างแพร่ขยาย เมื่อมีการวิจัยพบว่า ต้นเหตุที่ชาวฝรังเศสเจอปัญหาเรื่องโรคหัวใจ น้อยกว่าพร้อมทั้งมีอายุที่ยาวนาน กว่าพลเมืองของชาติอื่น ๆ เพราะว่าประเทศฝรั่งเศสนั้นได้มีการกินไวน์แดง ซึ่งมี Resveratrol ในปริมาณมาก โดยได้มีการพบว่า ผู้ที่เป็นโรคหัวใจ แค่ร้อยละ 42 ของคนที่บริโภคอาหารที่มีไขมันสูง เข้าร่วมกับการดื่มไวน์เป็นประจำ เป็นเหตุให้กลายเป็นว่ามีสุขภาพอนามัยที่ดี พร้อมทั้งมีอายุยืนยาว เป็นเหตุให้มีบริษัท ได้ทำการสร้างอาหารเสริมขึ้นมา ให้มีความเข้มข้นในรูปแบบเจล พร้อมทั้งมีความนำสมัยของบุคคลในสมัยนี้  เมื่อได้กิน ก็จะสามารถทำการดูดซึมภายใน 3-15 นาที  ซึ่งอาหารเสริมตัวนี้ มีการนำเข้ามาจากสหรัฐฯ ที่ได้มีการรับประกัน อย.มาเรียบร้อยแล้ว เป็นเหตุให้ใครๆ ที่ได้รู้ว่า มีอาหารเสริมประเภทนี้ ให้ทานกัน เพื่อเป็นการดูแลสุขภาพอนามัยของตนเองได้มากยิ่งขึ้น

 

เพราะฉะนั้น reserve jeunesse จึงกลายเป็นอาหารเสริมที่น่าดึงดูดอีกตัวหนึ่งกันเลย ทำให้ใครต่อใคร ก็ไม่พลาดเข้ากับการผลิตภัณฑ์อาหารเสริมประเภทนี้กันเลย  ถ้าคุณได้กิน ก็ต้องประทับใจเข้ากับสรรพคุณผลิตภัณฑ์อาหารเสริมชนิดนี้กันนั่นเอง จนกลายเป็นว่ามีชื่อเสียงโด่งดังเป็นอย่างมาก

15 ภาพพิศดารที่น่าสนใจจากทั่วโลก เชื่อว่าคนกว่า 90% ไม่เคยเห็น

บนโลกมีภาพเหตุการณ์แปลกประหลาดมากมาย ซึ่งบางเรื่องนั้นใกล้ตัวเรามากแต่บางทีเราไม่มีโอกาสได้เห็นมาก่อน เหมือนกับ 15 ภาพแปลกประหลาดที่น่าสนใจจากทั่วทุกมุมโลก เชื่อเลยว่าคนกว่า 90% ไม่เคยเห็นภาพเหล่านี้มาก่อน 1. ภาพจิตรกรรมฝาผนังเป็นรูป Bison's Cro-Magnon Painting ในถ้ำ Altamira ที่มีความเก่าแก่กว่า 35,000 – 13,500 ปีก่อนคริสตกาล มันเป็นภาพวาดสัตว์ป่าที่มีสีสันแถมยังเกิดจากฝีมือของมนุษย์อีกด้วย 0189fcade0b0616cc8734d378086b598 2. ภาพเครื่องแต่งกายของเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยในพระราชวัง Imperial Chinese Palace เมื่อศตวรรษที่ 18 ของจีน 53a72fce2334b4719c3b241a4c6a4587 3. ผิวหนังของสมอง cfc77ee50f54d798291ee3e8c72a474d 4. ปืนไรเฟิลแบบดั้งเดิมของเยอรมัน 9c63db845ee1ccdad035053a42b84303 5. สภาพหลังของนักมวยปล้ำชาวญี่ปุ่น 7f1ab914e1f69cff9c79522f2e60b59c 6. กริชที่ถูกแกะสลักอย่างสวยงามของตุตันคาเมนเมื่อ 3,300 ปีก่อน มันถูกฝังอยู่ในหลุมศพของกษัตริย์ตุตันคาเมนถูกค้นพบโดยนักโบราณคดี Howard Carter db011f7d38b70b9ceb4db97c61668928 7. เสือกับจระเข้กำลังต่อสู้กันเพื่อแย่งซากฮิปโปโปเตมัสในเคนย่า 8bc51939c40dd752056b5b24937c6e83 (1) 8. แท่งหินที่ถูกแกะสลัก 231789330bc41cbcd56a22ce7c79cfe8 9. โครงกระดูก St. Constantin ใน Rorschach ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ 6128447838f111fa5f4e38e74fb7f7a9 10. สนามกีฬาของเยอรมันกลายเป็นที่ดูบอลโลกในปี 2014 04b20f7654fe7d16e1798a1b2be8370a (1) 11. ภาพถ่ายลูกอ๊อดใต้น้ำ 8eb036ac92c26689b7f3991b59fe902c 12. เมนูอาหารของผู้โดยสารบนเรือไททานิค 12043befcbeb403b5edc42fd4234a72b 13. ที่ซูเปอร์มาเก็ตในดัตช์มีบริการให้ลูกค้าทดลองใช้กระดาษชำระหลายยี่ห้อก่อนจะตัดสินใจซื้อมัน 3c09ce6a8f04cd4b39b5920b66a72711 14. เกราะของนักสู้ในตุรกีเมื่อปี 1450 – 1550 cd66fd47ee0d0f11417b3a7c5c867a90 15. ภาพเอ็กซเรย์ของชายที่หนักกว่า 300 ปอนด์ 1a5b6af7927bc0d26684be54d122711f ที่มา www.wittyfeed.com

เงิบหนักมาก!! แท้จริงแล้วไม่ใช่ฝรั่งกลับชาติมาเกิด!

"นางฟ้ามีบุญ อุ้มเด็กเผือก"ช่วงเดือนพฤศจิกายน พ.ศ.2559 โลกออนไลน์ที่ประเทศกัมพูชา มีการพูดถึงภาพของสาวสวยพร้อมกับสามีและลูกน้อย แต่ที่มีความพิเศษคือ เด็กคนหนึ่งที่ปรากฏในภาพ มีลักษณะผิวขาวจัด ดูแตกต่างจากคนอื่น ภาพดังกล่าวโด่งดังในกัมพูชาช่วงนั้น เนื่องจากการพาดหัวข่าวของสื่อบางสำนักที่เอาความเชื่อของชาวบ้านในท้องถิ่นมาตั้งประเด็น โดยเพื่อนบ้านของเด็กผิวเผือก รวมไปถึงชาวบ้านบางส่วนในท้องถิ่น เชื่อกันว่า เด็กผิวเผือกคนนี้ แท้จริงเป็นชาวยุโรปกลับชาติมาเกิด!!! เลยทำให้มีผิวที่ขาว หน้าตาดูแปลกแตกต่างจากคนกัมพูชาด้วยกัน 1493795573_9 แต่ในความเป็นจริงแล้ว เด็กผิวขาวที่เห็น คือเด็กที่มีลักษณะผิวเผือกหรือที่เรียกว่าเป็นอาการอัลบินิซึม (albinism) เกิดจากยีนด้อยในพันธุกรรมที่ส่งผลให้ร่างกายไม่สามารถสร้างเอนไซม์ "เมลาโนโซท์ ไทโรซิเนส" เพื่อเปลี่ยนโปรตีน "ไทโรซีน" ให้กลายเป็น "เมลานิน" เม็ดสีที่ทำให้ผิวของเรามีสีต่างๆ ดังนั้น จึงปรากฏเป็นผิวขาวซีดอย่างที่เห็น 1493795573_4 และความจริงอีกประการก็คือ แท้จริงสาวสวยนางฟ้ามีบุญในภาพก็ไม่ใช่แม่ของเด็กผิวเผือกรายนี้!! เธอและสามีเป็นครอบครัวมีฐานะและมีใจเมตตา เมื่อพวกเขาเดินทางไปหาที่บ้านของเด็กผิวเผือกก็พบว่า ครอบครัวของเด็กผิวเผือกมีฐานะยากจน เป็นครอบครัวที่อาศัยในจังหวัดมณฑลคีรี ทางตะวันออกของประเทศกัมพูชา ด้วยเหตุนี้ เธอและสามีจึงมอบเงินช่วยเหลือเป็นค่านมและสิ่งของจำเป็นแก่เเม่ของเด็กที่ร่างกายอ่อนแอและขัดสนทางการเงิน พร้อมทั้งถ่ายภาพแชร์เรื่องราวลงในเฟซบุ๊ก Momo Anjell เพื่อส่งต่อเรื่องราวและให้คนอื่นๆสามารถติดต่อช่วยเหลือครอบครัว 1493795572_1 1493795572_3 สื่อที่กัมพูชาตามเข้าไปดูเฟซบุ๊กของครอบครัวนางฟ้ามีบุญก็พบว่า สามีของเธอและเธอ มีฐานะที่ดี เรียกได้ว่าน่าจะเป็นเศรษฐีในกัมพูชาเลย แต่ทั้งคู่ก็มีน้ำใจที่จะช่วยเหลือคนที่ลำบากกว่า น่าชื่นชมจริงๆ 1493795574_11 1493795573_8 1493795574_15 1493795572_2 1493795575_16 1493795574_10 1493795574_12 1493795574_13 1493795574_14 1493795575_18

10 อย่าง ที่ผู้หญิงในสมัยก่อนถือว่านี่แหละ คือ “ความงามในอุดมคติ”

วลาผ่านไป นิยามความงามของผู้หญิงก็เปลี่ยนไปด้วย และคำว่า “ความงามต้องการความเสียสละ” ก็เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริง ๆ ผู้หญิงในสมัยก่อนทำเรื่องที่ชวนช็อกหลายอย่างเพื่อให้ตัวเองดูสวย วันนี้เราก็มีหลักฐาน 10 อย่างที่แสดงให้เห็นว่าความงามในอุดมคตินั้นเป็นสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปได้ตลอด… ศตวรรษที่ 15-17: รองเท้าส้นสูงแบบ chopine photo1-154 สาว ๆ ในสมัยศตวรรษที่ 15-17 ใส่รองเท้าส้นสูงแบบ chopine เพื่อไม่ให้ชุดกระโปรงของพวกเธอเปื้อนโคลนและแสดงตำแหน่งทางสังคมชั้นสูง รองเท้าเป็นสิ่งที่บอกตัวตนและฐานะทางสังคมของเจ้าของ รองเท้า chopine นั้นสูง 20 เซนติเมตร ผู้หญิงที่สวมรองเท้านี้ต้องมีสาวใช้ช่วยประคองเธอเดิน ปี 1939: เครื่องป้องกันเครื่องสำอางหลุด photo2-156 เครื่องที่มีปลายแหลมนี้จะช่วยป้องกันเครื่องสำอางของสาว ๆ ไหลเวลาเจอฝนหรือหิมะตก แต่ข้อเสียของมันก็คือ ข้างในมันจะขึ้นฝ้าได้ง่ายมาก ศตวรรษที่ 20: ลักยิ้ม photo3-154 มีค่านิยมว่าผู้หญิงจะไม่สวยสมบูรณ์ถ้าไม่มีลักยิ้ม ในปี 1923 มีคนทำเครื่องทำลักยิ้มออกมาด้วย เวลาใช้ก็ให้เอาเครื่องนี้สวมเข้าที่ใบหน้า รัดตรงส่วนหูกับคางให้แน่น แล้วลวดก็จะขยับเข้ามากดเนื้ออย่างแรงจนเจ็บ ถ้าใช้ไปนาน ๆ ก็จะมีลักยิ้มขึ้นมาได้ ยุคเรอเนสซองส์: หน้าผากสูงและไม่มีขนตา photo4-143 ยุคนี้ไม่นิยมความเป็นธรรมชาติ มีการใช้เครื่องสำอางกันแพร่หลาย ผู้หญิงเอาใจใสกับร่างกายมาก ๆ ในยุคนี้การมีหน้าผากสูงกลมมนเป็นที่นิยมมาก หน้าผากจะต้องสูงมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ผู้หญิงส่วนใหญ่ถอนผมบริเวณหน้าผากออกเพื่อให้หน้าผากสูง นอกจากนั้นผู้หญิงยังใช้แหนบถอนขนขนตาออกจนหมดด้วย อังกฤษในศตวรรษที่ 17: ผิวขาวซีด photo5-134 มีการใช้เครื่องสำอางที่ทำด้วยตะกั่วและน้ำส้มสายชู พอใช้สารพวกนี้ก็ทำให้ผิวขาวขึ้นจริง ๆ แต่พอใช้ไปนาน ๆ แล้วผิวก็จะเริ่มเหลือง แล้วคราวนี้จะทำให้ผิวกลับมาเป็นเหมือนเดิมไม่ได้อีกแล้ว ราชินีอลิซาเบธที่ 1 แห่งอังกฤษและไอร์แลนด์ทรงโปรดแฟชั่นนี้มาก ใบหน้าของพระนางขาวมากจนได้รับสมญานามว่าเป็น “หน้ากากแห่งความวัยเยาว์” อังกฤษ ศตวรรษที่ 17: เห็นเส้นเลือดชัด ๆ photo6-121 เพื่อเป็นการเน้นถึงความเป็นชนชั้นสูง สาว ๆ จะใช้ดินสอสีน้ำเงินมาวาดรูปเส้นเลือดตามลำคอ หน้าอก และไหล่ ยุควิกตอเรีย: การกัดปาก photo7-120 ราชินีวิกตอเรียทรงห้ามประชาชนใช้เครื่องสำอาง แต่ว่านั่นก็ไม่ได้หยุดการหาทางออกของเหล่าสาว ๆ ในเมื่อพวกเธอปัดแก้มและทาลิปสติกไม่ได้ พวกเธอก็เลยกัดปากและหยิกแก้มเพื่อให้ปากและแก้มเป็นสีแดงซะเลย ศตวรรษที่ 19: ใช้สารหนูเพื่อความงาม photo8-109 ในศตวรรษที่ 19 การกินสารหนูเป็นที่นิยมมาก เพื่อ”ทำให้ใบหน้าเปล่งปลั่ง ดวงตาเป็นประกาย และรูปร่างกลมกลึงสวยงาม” แต่ว่าการทำอย่างนี้ก็มีผลข้างเคียง นั่นคือสารหนูถูกสะสมอยู่ที่ต่อมไทรอยด์ ทำให้เกิดโรคคอพอกและเสียชีวิตได้ ยุกวิกตอเรีย: ชุดสีเขียว photo9-104 ในสมัยยุควิกตอเรีย ได้มีการคิดค้นสีย้อมผ้าสีเขียวได้ เลยกลายเป็นแฟชั่นในสมัยนั้น สีเขียวนี้เรียกว่า “Scheele’s Green” ในการทำสีนี้ ต้องใช้สารหนูและทองแดง ซึ่งสารพวกนี้ค่อย ๆ ฆ่าเจ้าของเสื้อ สารย้อมผ้าสัมผัสกับเยื่อบุผิวและทำให้เกิดอาการระคายเคือง มันยังทะลุเข้าไปในชั้นใต้ผิวหนังได้อีกด้วย การที่ย้อมสีบ้านด้วยสีเดียวกันนี้ยังเพิ่มความอันตรายต่อสุขภาพมาก ๆ อีกด้วย ยุโรป ศตวรรษที่ 18: ไฝ photo10-98 ในยุคนั้นมีการใช้เครื่องสำอางอย่างแพร่หลาย สาว ๆ มีการทำไฝปลอม ๆ ด้วย ไฝไม่ใช่แค่เป็นเทรนด์การแต่งหน้า แต่ยังเป็นเครื่องมือในการจีบหนุ่ม ๆ อีกด้วย ไฝครึ่งวงกลม เป็นการชวนให้ไปเดทกันในตอนกลางคืน ไฝรูปcupid หมายถึงความรัก ไฝรูป carriage เป็นการบอกว่าพร้อมหนีไปด้วยกัน ไฝที่ริมฝีปากบน แสดงว่าผู้หญิงคนนั้นโสด และสามารถขอเธอแต่งงานได้ ไฝที่แก้มขวา แสดงว่าแต่งงานแล้ว ไฝที่แก้มซ้าย แสดงว่าเป็นหม้าย